KM SDU SUPHANBURI CAMPUS

วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2557

แบบฟอร์มการถอดความรู้จากงานวิจัย

http://www.suphan.dusit.ac.th/NEW2557/1807571.pdf
เขียนโดย KM SDU Suphanburi ที่ 00:55 ไม่มีความคิดเห็น:
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest

การถอดความรู้จากงานวิจัย บุคลากรสายวิชาการ (ศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง สุพรรณบุรี)

http://www.suphan.dusit.ac.th/NEW2557/080757.pdf
เขียนโดย KM SDU Suphanburi ที่ 00:47 ไม่มีความคิดเห็น:
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest

วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

การจัดการความรู้เพื่อจัดเก็บความรู้ ของบุคลากรทั้งสายวิชาการ และสายสนันสนุนการสอน และนักศึกษา ศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง สุพรรณบุรี โดยเน้นการวิจัย และการผลิตบัณฑิต

เขียนโดย KM SDU Suphanburi ที่ 20:37 ไม่มีความคิดเห็น:
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest
หน้าแรก
สมัครสมาชิก: บทความ (Atom)

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Translate

ค้นหาบล็อกนี้

คลังบทความ

  • กรกฎาคม (1)
  • สิงหาคม (2)

การจัดการความรู้ คืออะไร

การจัดการความรู้คืออะไร
การจัดการความรู้ (Knowledge Management : KM)
การจัดการความรู้ คือ การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในส่วนราชการซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด โดยที่ความรู้มี 2 ประเภท คือ
1. ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์หรือสัญชาติญาณของแต่ละบุคคลในการทำความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย เช่น ทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือการคิดเชิงวิเคราะห์ บางครั้ง จึงเรียกว่าเป็นความรู้แบบนามธรรม
2. ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่าง ๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่าง ๆ และบางครั้งเรียกว่าเป็นความรู้แบบรูปธรรม

นพ.วิจารณ์ พานิช ได้ให้ความหมายของคำว่า “การจัดการความรู้” ไว้ คือ สำหรับนักปฏิบัติ การจัดการความรู้คือ เครื่องมือ เพื่อการบรรลุเป้าหมายอย่างน้อย 4 ประการไปพร้อมๆ กัน ได้แก่
1. บรรลุเป้าหมายของงาน
2. บรรลุเป้าหมายการพัฒนาคน
3. บรรลุเป้าหมายการพัฒนาองค์กรไปเป็นองค์กรเรียนรู้ และ
4. บรรลุความเป็นชุมชน เป็นหมู่คณะ ความเอื้ออาทรระหว่างกันในที่ทำงาน

การจัดการความรู้เป็นการดำเนินการอย่างน้อย 6 ประการต่อความรู้ ได้แก่

(1) การกำหนดความรู้หลักที่จำเป็นหรือสำคัญต่องานหรือกิจกรรมของกลุ่มหรือองค์กร
(2) การเสาะหาความรู้ที่ต้องการ
(3) การปรับปรุง ดัดแปลง หรือสร้างความรู้บางส่วน ให้เหมาะต่อการใช้งานของตน
(4) การประยุกต์ใช้ความรู้ในกิจการงานของตน
(5) การนำประสบการณ์จากการทำงาน และการประยุกต์ใช้ความรู้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสกัด “ขุมความรู้” ออกมาบันทึกไว้
(6) การจดบันทึก “ขุมความรู้” และ “แก่นความรู้” สำหรับไว้ใช้งาน และปรับปรุงเป็นชุดความรู้ที่ครบถ้วน ลุ่มลึกและเชื่อมโยงมากขึ้น เหมาะต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น
โดยที่การดำเนินการ 6 ประการนี้บูรณาการเป็นเนื้อเดียวกัน ความรู้ที่เกี่ยวข้องเป็นทั้งความรู้ที่ชัดแจ้ง อยู่ในรูปของตัวหนังสือหรือรหัสอย่างอื่นที่เข้าใจได้ทั่วไป (Explicit Knowledge) และความรู้ฝังลึกอยู่ในสมอง (Tacit Knowledge) ที่อยู่ในคน ทั้งที่อยู่ในใจ (ความเชื่อ ค่านิยม) อยู่ในสมอง (เหตุผล) และอยู่ในมือ และส่วนอื่นๆ ของร่างกาย (ทักษะในการปฏิบัติ) การจัดการความรู้เป็นกิจกรรมที่คนจำนวนหนึ่งทำร่วมกันไม่ใช่กิจกรรมที่ทำโดยคนคนเดียว เนื่องจากเชื่อว่า “จัดการความรู้” จึงมีคนเข้าใจผิด เริ่มดำเนินการโดยรี่เข้าไปที่ความรู้ คือ เริ่มที่ความรู้ นี่คือความผิดพลาดที่พบบ่อยมาก การจัดการความรู้ที่ถูกต้องจะต้องเริ่มที่งานหรือเป้าหมายของงาน เป้าหมายของงานที่สำคัญ คือ การบรรลุผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินการตามที่กำหนดไว้ ที่เรียกว่า Operation Effectiveness และนิยามผลสัมฤทธิ์ ออกเป็น 4 ส่วน คือ
(1) การสนองตอบ (Responsiveness) ซึ่งรวมทั้งการสนองตอบความต้องการของลูกค้า สนองตอบความต้องการของเจ้าของกิจการหรือผู้ถือหุ้น สนองตอบความต้องการของพนักงาน และสนองตอบความต้องการของสังคมส่วนรวม
(2) การมีนวัตกรรม (Innovation) ทั้งที่เป็นนวัตกรรมในการทำงาน และนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์หรือบริการ
(3) ขีดความสามารถ (Competency) ขององค์กร และของบุคลากรที่พัฒนาขึ้น ซึ่งสะท้อนสภาพการเรียนรู้ขององค์กร และ
(4) ประสิทธิภาพ (Efficiency) ซึ่งหมายถึงสัดส่วนระหว่างผลลัพธ์ กับต้นทุนที่ลงไป การทำงานที่ประสิทธิภาพสูง หมายถึง การทำงานที่ลงทุนลงแรงน้อย แต่ได้ผลมากหรือคุณภาพสูง เป้าหมายสุดท้ายของการจัดการความรู้ คือ การที่กลุ่มคนที่ดำเนินการจัดการความรู้ร่วมกัน มีชุดความรู้ของตนเอง ที่ร่วมกันสร้างเอง สำหรับใช้งานของตน คนเหล่านี้จะสร้างความรู้ขึ้นใช้เองอยู่ตลอดเวลา โดยที่การสร้างนั้นเป็นการสร้างเพียงบางส่วน เป็นการสร้างผ่านการทดลองเอาความรู้จากภายนอกมาปรับปรุงให้เหมาะต่อสภาพของตน และทดลองใช้งาน จัดการความรู้ไม่ใช่กิจกรรมที่ดำเนินการเฉพาะหรือเกี่ยวกับเรื่องความรู้ แต่เป็นกิจกรรมที่แทรก/แฝง หรือในภาษาวิชาการเรียกว่า บูรณาการอยู่กับทุกกิจกรรมของการทำงาน และที่สำคัญตัวการจัดการความรู้เองก็ต้องการการจัดการด้วย

ตั้งเป้าหมายการจัดการความรู้เพื่อพัฒนา
งาน พัฒนางาน
คน พัฒนาคน
องค์กร เป็นองค์กรการเรียนรู้
ความเป็นชุมชนในที่ทำงาน การจัดการความรู้จึงไม่ใช่เป้าหมายในตัวของมันเอง นี่คือ หลุมพรางข้อที่ 1 ของการจัดการความรู้ เมื่อไรก็ตามที่มีการเข้าใจผิด เอาการจัดการความรู้เป็นเป้าหมาย ความผิดพลาดก็เริ่มเดินเข้ามา อันตรายที่จะเกิดตามมาคือ การจัดการความรู้เทียม หรือ ปลอม เป็นการดำเนินการเพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่ามีการจัดการความรู้ การริเริ่มดำเนินการจัดการความรู้ แรงจูงใจ การริเริ่มดำเนินการจัดการความรู้เป็นก้าวแรก ถ้าก้าวถูกทิศทาง ถูกวิธี ก็มีโอกาสสำเร็จสูง แต่ถ้าก้าวผิด ก็จะเดินไปสู่ความล้มเหลว ตัวกำหนดที่สำคัญคือแรงจูงใจในการริเริ่มดำเนินการจัดการความรู้

การจัดการความรู้ที่ดีเริ่มด้วย
สัมมาทิฐิ : ใช้การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุความสำเร็จและความมั่นคงในระยะยาว
การจัดทีมริเริ่มดำเนินการ
การฝึกอบรมโดยการปฏิบัติจริง และดำเนินการต่อเนื่อง
การจัดการระบบการจัดการความรู้

แรงจูงใจในการริเริ่มดำเนินการจัดการความรู้ แรงจูงใจแท้ต่อการดำเนินการจัดการความรู้ คือ เป้าหมายที่งาน คน องค์กร และความเป็นชุมชนในที่ทำงานดังกล่าวแล้ว เป็นเงื่อนไขสำคัญ ในระดับที่เป็นหัวใจสู่ความสำเร็จในการจัดการความรู้ แรงจูงใจเทียมจะนำไปสู่การดำเนินการจัดการความรู้แบบเทียม และไปสู่ความล้มเหลวของการจัดการความรู้ในที่สุด แรงจูงใจเทียมต่อการดำเนินการจัดการความรู้ในสังคมไทย มีมากมายหลายแบบ ที่พบบ่อยที่สุด คือ ทำเพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่าทำ ทำเพราะถูกบังคับตามข้อกำหนด ทำตามแฟชั่นแต่ไม่เข้าใจความหมาย และวิธีการดำเนินการ จัดการความรู้อย่างแท้จริง

องค์ประกอบสำคัญของการจัดการความรู้ (Knowledge Process)
1. “คน” ถือว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดเพราะเป็นแหล่งความรู้ และเป็นผู้นำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์
2.“เทคโนโลยี” เป็นเครื่องมือเพื่อให้คนสามารถค้นหา จัดเก็บ แลกเปลี่ยน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้อย่างง่าย และรวดเร็วขึ้น
3. “กระบวนการความรู้” นั้น เป็นการบริหารจัดการ เพื่อนำความรู้จากแหล่งความรู้ไปให้ผู้ใช้ เพื่อทำให้เกิดการปรับปรุง และนวัตกรรม
องค์ประกอบทั้ง 3 ส่วนนี้ จะต้องเชื่อมโยงและบูรณาการอย่างสมดุล การจัดการความรู้ของกรมการปกครอง จากพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 กำหนดให้ส่วนราชการมีหน้าที่พัฒนาความรู้ในส่วนราชการ เพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ โดยต้องรับรู้ข้อมูลข่าวสารและสามารถประมวลผลความรู้ในด้านต่าง ๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติราขการได้อย่างถูกต้อง รวดเร็วและเหมะสมต่อสถานการณ์ รวมทั้งต้องส่งเสริมและพัฒนาความรู้ ความสามารถ สร้างวิสัยทัศน์ และปรับเปลี่ยนทัศนคติของข้าราชการในสังกัดให้เป็นบุคลากรที่มีประสิทธิภาพและมีการเรียนรู้ร่วมกัน ขอบเขต KM ที่ได้มีการพิจารณาแล้วเห็นว่ามีความสำคัญเร่งด่วนในขณะนี้ คือ การจัดการองค์ความรู้เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการ และได้กำหนดเป้าหมาย (Desired State) ของ KM ที่จะดำเนินการในปี 2549 คือมุ่งเน้นให้อำเภอ/กิ่งอำเภอ เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการในพื้นที่ที่เป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยมีหน่วยที่วัดผลได้เป็นรูปธรรม คือ อำเภอ/กิ่งอำเภอ มีข้อมูลผลสำเร็จ การแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการในศูนย์ปฏิบัติการฯ ไม่น้อยกว่าศูนย์ละ 1 เรื่อง และเพื่อให้เป้าหมายบรรลุผล ได้จัดให้มีกิจกรรมกระบวนการจัดการความรู้ (KM Process) และกิจกรรมกระบวนการเปลี่ยนแปลง (Change Management Process) ควบคู่กันไป โดยมีความคาดหวังว่าแผนการจัดการความรู้นี้จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญสู่การปฏิบัติราชการในขอบเขต KM และเป้าหมาย KM ในเรื่องอื่น ๆ และนำไปสู่ความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่ยั่งยืน ต่อไป

ยุทธศาสตร์ในการดำเนินงานการจัดการความรู้

1. Participate Strategy เป็นการ บริหารจัดการโดยกำหนดให้มวลสมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมในการดำเนินงานการจัดการความรู้พัฒนาระบบประกันคุณภาพการศึกษา ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ศูนย์การศึกษานอกที่ตั้งสุพรรณบุรี อย่างเต็มที่ มีการปฏิสัมพันธ์กันในทางสังคมที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ ถ่ายทอดความรู้และแบ่งปันระหว่างบุคลากร และหน่วยงานต่างๆ
2. Activity Strategy เป็นการให้ ความสำคัญกับการจัดกิจกรรมการจัดการความรู้พัฒนาระบบประกันคุณภาพการศึกษา ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ศูนย์การศึกษานอกที่ตั้งสุพรรณบุรี ที่มีรูปแบบหลากหลายเพื่อให้การดำเนินการจัดการความรู้ ได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายและก่อให้เกิดความประโยชน์ จากการจัดกิจกรรม และความพึงพอใจแก่สมาชิกสูงสุด
3. Cognitive Strategy เป็นรูปแบบ การนำเทคโนโลยีสารสนเทศ และโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีอยู่ในองค์กรมาช่วยบริหารจัดการความรู้ โดยเน้นรูปแบบความรู้ที่กระจ่างชัด (Explicit knowledge)

นโยบายในการดำเนินงานการจัดการความรู้

1. สร้างวัฒนธรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในองค์กร เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ และ องค์ความรู้ ที่สามารถถ่ายทอดกันในระหว่างบุคลากร ที่จะเป็นทุนทางปัญญา และสามารถพัฒนาองค์กรไปสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ โดยผ่านระบบประกันคุณภาพการศึกษาของ ศูนย์การศึกษานอกที่ตั้งสุพรรณบุรี

2. ส่งเสริมให้มีการจัดการความรู้พัฒนาระบบประกันคุณภาพการศึกษา ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ศูนย์การศึกษานอกที่ตั้งสุพรรณบุรี ในทุกระดับขององค์กร โดยมีการจัดตั้งชุมชนนักปฏิบัติ (Community of Practice : CoP ) เพื่อให้เกิดการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆในการพัฒนางานที่ส่งเสริมการดำเนินงาน ตามยุทธศาสตร์ และพันธกิจของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนแก่ศูนย์การศึกษานอกที่ตั้งสุพรรณบุรี

3. สนับสนุนให้มวลสมาชิกในสังคมแห่ง มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ศูนย์การศึกษานอกที่ตั้งสุพรรณบุรี ซึ่งหมายรวมถึงบุคลากร และ นักศึกษา ของมหาวิทยาลัย มีการพัฒนาตนเองในทุกด้านเพื่อเป็นรากฐานที่สำคัญในการพัฒนาองค์กร ไปพร้อมๆกัน

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงมีความจำเป็นที่ต้องพัฒนาระบบประกันคุณภาพ โดยเฉพาะการประกันคุณภาพภายนอกของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ให้มีความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลและสารสนเทศ หรือประสานงานการจัดเก็บข้อมูลและสารสนเทศ ตลอดจนการวิเคราะห์ วิจัยในด้านผลผลิตและผลลัพธ์ ของการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา ของแต่ละสถาบันอย่างมีประสิทธิภาพ และถูกต้องแม่นยำกว่าในปัจจุบัน ทั้งข้อมูลด้านสมรรถนะของบัณฑิต ข้อมูลในด้านความสอดคล้องของผลผลิตทางวิชาการทุกประเภท กับความต้องการของตลาดแรงงานและสังคมที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาประเทศ ข้อมูลและสารสนเทศเหล่านี้จะนำไปสู่การประเมินผลที่ถูกต้องตรงประเด็น และเป็นตัวป้อนกลับที่สำคัญสำหรับการพัฒนาการจัดการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่ง นอกจากนี้ยังเป็นข้อมูลป้อนกลับแก่หน่วยงานต้นสังกัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายทั้งระยะสั้นและระยะยาว ในการพัฒนาการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาของชาติให้สอดคล้องกับการแข่งขันทางเศรษฐกิจของโลกปัจจุบัน




Powered By Blogger

โปรดแสดงความคิดเห็น

สืบค้นบทความ หรือหนังสือประเภทต่าง ๆ

ผลการค้นหา

บทความที่ได้รับความนิยม

  • การจัดการความรู้เพื่อจัดเก็บความรู้ ของบุคลากรทั้งสายวิชาการ และสายสนันสนุนการสอน และนักศึกษา ศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง สุพรรณบุรี โดยเน้นการวิจัย และการผลิตบัณฑิต
  • การถอดความรู้จากงานวิจัย บุคลากรสายวิชาการ (ศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง สุพรรณบุรี)
    http://www.suphan.dusit.ac.th/NEW2557/080757.pdf
  • แบบฟอร์มการถอดความรู้จากงานวิจัย
    http://www.suphan.dusit.ac.th/NEW2557/1807571.pdf
บางเบา ธีม. ขับเคลื่อนโดย Blogger.